ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์


< Back
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
นวัตกรรมจะต้องใช้องค์ความรู้และมีการบูรณาการหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน และยังต้องมีการบริหารจัดการที่พลิกแพลงด้วย ผมยังเชื่ออีกว่านวัตกรรมที่ประเทศไทยจะพัฒนาสร้างสรรค์ขึ้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการยิงจรวด การยิงดาวเทียมเหมือนกับประเทศอื่น เพราะประเทศอื่นก็ได้ทำไปแล้ว แต่เราต้องดูว่าเรามีตลาดใด หรือปัญหาใดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือไม่ หรือที่เรียกว่า เราจะต้องหานิชมาร์เก็ต (Niche Market) และใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างหลากหลายของเราเพื่อเข้าสู่ตลาดเพื่อแก้ไขปัญหานั้น เรียกได้ว่าต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์กันเลยทีเดียว

ทีนี้ลองมาดูศักยภาพของคนไทยกัน เดิมผมคิดว่าคนไทยจะเป็นคนที่ไม่ชอบวิทยาศาสตร์ ไม่ชอบเทคโนโลยี แต่พอผมได้ให้คนไทยได้ลองทำงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์แบบพาให้ร่วมกันทำ และแสดงให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรม ก็พบว่าคนไทยนี้มีความสามารถมากเรียนรู้ได้เร็วและรู้สึกสนุกกับการทำงานวิทยาศาสตร์อย่างมาก แม้เขาจะมีพื้นฐานมาทางมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับคนไทย คือการแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ทั้งกระบวนการทำงานและผลสำเร็จของงาน การจัดทำหนังสือที่รวบรวมบุคคลต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมจึงน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของคนไทย และเป็นการแสดงตัวอย่างให้ผู้อ่านได้เห็นจนเกิดเป็นแรงบันดาลใจ

ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับงานด้านวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพราะเป็นคำตอบเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ดังนั้น การส่งเสริมสนับสนุน ให้กำลังใจ ให้เกียรติยศแก่ผู้ที่ทำงานอย่างจริงจังจึงเป็นภารกิจสำคัญ ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนความพยายามของคนไทยในการใช้สุนทรียภาพและความสามารถด้านการบริหารจัดการ ด้านการขับเคลื่อนสังคม ตลอดจนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ แต่หนังสือเล่มนี้ยังเป็นภาพสะท้อนความพยายามของรัฐบาลที่จะยืนเคียงข้างนวัตกรรมทุกรูปแบบของคนไทยอีกด้วย


Innovation must consist of wisdom and integration of various knowledge, with flexible management. I also believe that innovation, which Thailand is determined to promote, does not have to start from launching a rocket nor a satellite like other countries since they have already done that before. Instead, we must first identify our unsolved problems. In other words, we must seek the niche market and employ our various potentials to break through the market and solve the problems. That is to say, we must utilize both science and art in solving such problems.

Now, we shall take a look at the potentials of Thai people. Previously, I acknowledged that science and innovation were not Thai people’s cup of tea. However, after I saw Thai people work on science-related projects and get concrete results, I could notice that Thai people had a lot of potential, too. They could learn fast and really enjoy working on science even though they might come from humanities, social sciences, or liberal arts. This explains that the suitable learning way for Thai people is to learn from a demonstration which features working process and success of work. Therefore, publishing a book, which contains a biography of role models who inspire people to generate innovation, is possibly an ideal approach as it follows the way Thai people learn. This means the readers can get inspiration from those role models.

I would like to insist that the government pay high attention to research, science, technology and innovation works as they are the key that enables Thailand to overcome the obstacles. Thus, offering support, encouragement, or honour to the hard-working people is a crucial mission. I think this book is not only a reflection of Thai people’s endeavour on the use of aesthetics or abilities of management, social movement, and science and technology that bring about a big change in Thai society, but it is also a reflection of the government’s endeavour to support Thai innovations in every aspect.